Bold Group
ปรึกษาเป้าหมายของคุณ

บันทึกภาคสนาม 01 · ผลตอบแทนจากนวัตกรรม (Innovation ROI)

ทำไมงบนวัตกรรมถึงไปไม่ถึงบรรทัดสุดท้ายของ P&L

หลายองค์กรเพิ่มงบนวัตกรรมทุกปี แต่ผลประกอบการจากการดำเนินงานกลับนิ่งสนิท ต้นตอของปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของทีมงาน แต่อยู่ที่ระบบตัวชี้วัดและกติกาการจัดสรรงบประมาณที่ล้อมรอบทีมอยู่ — ซึ่งเป็นจุดที่ต้องอาศัยอำนาจตัดสินใจของ CEO เท่านั้นในการรื้อสร้างใหม่

Bold Group Thailandอ่าน 9 นาทีปรับปรุงล่าสุด ตุลาคม 2026

สรุปสาระสำคัญ

  • การวัดผลด้วยการนับจำนวนไอเดีย จำนวนเวิร์กชอป และจำนวนโครงการนำร่อง (Pilot) ที่กำลังดำเนินการอยู่ จะได้ตัวเลขที่ดูเติบโตขึ้นทุกไตรมาส ในขณะที่งบกำไรขาดทุน (P&L) ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
  • จุดที่ทำให้คุณค่าขาดตอนอยู่สูงกว่าระดับทีมนวัตกรรม นั่นคือ KPI ที่ให้รางวัลกับกิจกรรมที่มองเห็นได้ง่าย การไม่มีกติกาที่แปลงโจทย์กลยุทธ์ให้เป็นเกณฑ์อนุมัติหรือยุติโครงการ และการไม่มีข้อตกลงล่วงหน้าเพื่อส่งต่องานเข้าสู่งบประมาณของหน่วยงานหลัก (Business Unit)
  • สิ่งที่เริ่มทำได้ทันที: ขอให้ทีมงานเปลี่ยนรายงานผลนวัตกรรมเดือนหน้าให้เป็นตัวเลขรายได้ที่เกิดขึ้นจริง กำลังการผลิตที่ปลดล็อกได้ และต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ — พร้อมถามว่ามีโครงการใดบ้างที่ถูกสั่งหยุด และช่วยให้องค์กรประหยัดงบไปได้เท่าไร

ทำไมความคึกคักของกิจกรรมจึงไม่ใช่ผลตอบแทนจากนวัตกรรม (Innovation ROI)

องค์กรส่วนใหญ่ที่ผิดหวังกับ ผลตอบแทนจากนวัตกรรม (Innovation ROI) ไม่ได้ขาดแคลนกิจกรรมด้านนวัตกรรม แต่กำลังอนุมัติงบให้กับกิจกรรมที่ไม่เคยถูกผูกเข้ากับผลลัพธ์ทางการดำเนินงานตั้งแต่แรก และใช้ระบบการวัดผลที่แยกไม่ออกระหว่าง “ความเคลื่อนไหว” กับ “ผลลัพธ์” ในทางธุรกิจ Innovation ROI คือผลตอบแทนทางการเงินและการดำเนินงานที่วัดผลได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากสินค้าหรือบริการใหม่ที่ออกสู่ตลาด อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นจากการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ กำลังการผลิต (Capacity) ที่ปลดล็อกได้ในจุดที่เป็นข้อจำกัด หรือรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ที่ไม่ต้องจ่ายเพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้สำเร็จ ส่วนจำนวนไอเดียที่ส่งเข้าประกวด งาน Hackathon ผนังที่เต็มไปด้วยกระดาษโน้ต หรือต้นแบบที่นำมาโชว์ในวัน Demo Day ล้วนเป็นเพียงปัจจัยนำเข้า (Input) และขั้นตอนระหว่างทาง ไม่ใช่ผลตอบแทน

ช่องว่างระหว่างความมุ่งมั่นเชิงกลยุทธ์กับความพร้อมในการลงมือทำจริงนั้นปรากฏชัดในผลสำรวจระดับโลก แม้จะคำนึงถึงข้อจำกัดของข้อมูลที่มาจากการสำรวจความคิดเห็นแล้วก็ตาม ในผลสำรวจของ BCG ปี 2024 ที่เก็บข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงด้านนวัตกรรมกว่า 1,000 รายทั่วโลก พบว่า 83% ของบริษัทจัดให้นวัตกรรมเป็นหนึ่งในสามวาระสำคัญสูงสุดขององค์กร แต่มีเพียง 3% เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ความพร้อมของ BCG ในการเปลี่ยนเป้าหมายนั้นให้เป็นผลลัพธ์จริง ตัวเลขนี้สอดคล้องกับผลสำรวจ McKinsey Global Innovation Survey ก่อนหน้านี้ (อ้างอิงในบทความของ Christensen, Hall, Dillon และ Duncan ใน Harvard Business Review ฉบับเดือนกันยายน 2016) ที่ระบุว่า 84% ของผู้บริหารมองว่านวัตกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์การเติบโต แต่มีเพียง 6% เท่านั้นที่พอใจกับผลลัพธ์ด้านนวัตกรรมขององค์กรตนเอง แม้ผลสำรวจทั้งสองจะไม่ใช่การตรวจสอบบัญชีทางการเงินและเป็นการวัดมุมมองของผู้บริหาร แต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างของปัญหานี้แทบไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

รายงานที่วัดด้วยกิจกรรมถามว่าละครนวัตกรรม (Innovation Theatre)
จำนวนในไปป์ไลน์
ส่งไอเดียเข้ามากี่ชิ้น และจัดเวิร์กชอปไปกี่ครั้งในไตรมาสนี้?
ปริมาณการฝึกอบรม
พนักงานเข้าคอร์สฝึกอบรมไปกี่คน?
ต้นแบบที่สร้างเสร็จ
มีกี่ต้นแบบหรือ PoC ที่ขึ้นโชว์ในงาน Demo Day?
จุดเชื่อมกับ P&L
ไม่มี — วัดความพยายามและปริมาณกิจกรรม โดยไม่ผูกกับผลตอบแทนทางธุรกิจ
รายงานที่วัดด้วยผลลัพธ์ถามว่าผลตอบแทนที่เข้าสู่ P&L จริง
ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์
มีรายได้หรือกำไรขั้นต้นเท่าไรจากสิ่งที่เปิดตัวในรอบ 24 เดือนที่ผ่านมา?
การปลดล็อกทรัพยากรในการดำเนินงาน
กระบวนการที่ออกแบบใหม่ช่วยลดเวลารอบงาน ของเสีย หรือเงินทุนหมุนเวียนไปเท่าไร?
วินัยการยุติโครงการ
มีโครงการไหนที่ถูกสั่งหยุดแต่เนิ่นๆ และช่วยประหยัดงบประมาณไปได้เท่าไร?
ความเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์
แต่ละโครงการที่ได้ทุนกำลังแก้ข้อจำกัดธุรกิจข้อไหนที่บริษัทประกาศไว้?
หน่วยงานเดียวกันแต่รายงานต่างกันสองแบบ มีเพียงคอลัมน์ขวามือเท่านั้นที่บอกผลตอบแทนได้จริง

ทำไมทีมงานคนเก่งถึงลงเอยด้วยการทำ “ละครนวัตกรรม” (Innovation Theatre)

เมื่อเม็ดเงินลงทุนด้านนวัตกรรมไม่สามารถสร้างผลกระทบใน P&L ได้ สาเหตุแทบไม่ได้มาจากความสามารถหรือความทุ่มเทของทีมงาน เพราะเมื่อนำคนเก่งเข้าไปอยู่ในระบบที่ตรวจวัดแต่กิจกรรมที่มองเห็นได้ทางสายตา ระบบย่อมผลักดันให้พวกเขาผลิตกิจกรรมที่มองเห็นได้ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้แรงกดดันจากบอร์ดหรือตลาดที่ต้องการเห็นความเคลื่อนไหว ผู้บริหารระดับสูงมักเรียกร้องสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ง่ายว่าองค์กรกำลังปรับตัวสู่ความทันสมัย และหน่วยงานนวัตกรรมก็ส่งมอบตามสิ่งที่ถูกตรวจติดตามอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการบ่มเพาะ (Incubator) งานแสดงเทคโนโลยีร่วมกับเวนเดอร์ หรือตาราง Pipeline ที่มีโครงการอัดแน่นเต็มไปหมด

Steve Blank เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ละครนวัตกรรม (Innovation Theatre) กล่าวคือ เวิร์กชอปเกิดขึ้นจริง ด่านอนุมัติโครงการ (Stage-Gate) มีโครงการวิ่งผ่านครบถ้วน สไลด์รายงานประจำไตรมาสมีตัวเลขถูกต้องทุกประการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “ภาพจำลองของความก้าวหน้า” ไม่ใช่การลดความเสี่ยงทางการค้าหรือการแก้ปัญหาในสายการปฏิบัติงานจริง เมื่อเวลาผ่านไปสองปีแล้วผู้บริหารเริ่มหมดความอดทน จึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมนวัตกรรม หรือเปลี่ยนบริษัทที่ปรึกษาที่เข้ามาจัดอบรม โดยไม่เคยแตะต้องระบบตัวชี้วัดและกติกาการส่งต่องบประมาณเลย ทีมชุดใหม่ที่เข้ามาก็จะวนกลับไปสร้างละครนวัตกรรมฉากเดิมซ้ำอีกครั้งภายในเวลาไม่เกินสิบสองเดือน ดังนั้น หน่วยงานนวัตกรรมที่ทำผลงานไม่ถึงเป้า แทบทุกครั้งสะท้อนให้เห็นปัญหาของระบบบริหารจัดการที่ทีมทำงานอยู่

4 จุดรอยต่อที่ทำให้การแปลงงานนวัตกรรมสู่ P&L ขาดตอน

กิจกรรมด้านนวัตกรรมมักไปไม่ถึงงบการเงินของบริษัทเพราะสะดุดอยู่ที่รอยต่อสำคัญ 4 จุดในระบบบริหารจัดการ ซึ่งแต่ละจุดล้วนอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจที่ทีมนวัตกรรมจะสามารถแก้ไขเองได้

  1. กลยุทธ์กำหนดประเด็นแล้ว
  2. ไม่มีกติกาแปลงลำดับความสำคัญเป็นเกณฑ์จัดสรรงบ
  3. การอนุมัติงบอนุมัติโครงการแล้ว
  4. ตัวชี้วัดนับกิจกรรม ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ลดลง
  5. โครงการนำร่องพิสูจน์แนวคิดแล้ว
  6. ไม่มีการส่งต่อเข้างบประมาณของหน่วยปฏิบัติการ
  7. หน่วยปฏิบัติการไม่ได้รับไปดำเนินการต่อ
  8. ไม่มีกลไกยุติงานที่ไม่ได้ผล
  9. งบกำไรขาดทุนไม่เปลี่ยนแปลง
แผนภาพจำลอง: 4 จุดรอยต่อที่ทำให้กิจกรรมนวัตกรรมไปไม่ถึงงบกำไรขาดทุน
  1. ตัวชี้วัดให้รางวัลกับ “ปริมาณกิจกรรม” มากกว่า “ความเสี่ยงที่กำจัดออกไปได้”เมื่อสายการรายงานต่อคณะกรรมการบริหาร (ExCo) ติดตามเฉพาะจำนวนไอเดีย จำนวนเวิร์กชอป และจำนวนโครงการนำร่องที่เปิดดำเนินการ ผู้จัดการที่มีเหตุผลย่อมบริหารจัดการเพื่อให้จำนวนโครงการดูเยอะไว้ก่อน ไม่มีใครได้รับรางวัลจากการพิสูจน์ได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ด้วยต้นทุนต่ำว่าสมมติฐานที่ดูน่าดึงดูดใจนั้นแท้จริงแล้วไม่เป็นความจริง
  2. ไม่มีกติกาที่เชื่อมโยงเป้าหมายกลยุทธ์เข้ากับการตัดสินใจให้ทุนเอกสารกลยุทธ์ของบริษัทมักระบุธีมกว้างๆ เช่น การทำ Digitalisation ความยั่งยืน หรือการเติบโตในธุรกิจข้างเคียง (Adjacent Growth) แต่กลับไม่เคยกำหนดเงื่อนไขขอบเขต (Boundary Conditions) ที่ชัดเจนว่าข้อเสนอแบบใดบ้างที่ “ไม่ผ่านเกณฑ์” ในการศึกษา Innovation Benchmark ของ PwC ปี 2017 จากผู้บริหาร 1,200 ราย พบว่า 54% มีปัญหาในการเชื่อมโยงกลยุทธ์นวัตกรรมเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจหลัก และความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์นี้เอง — ไม่ใช่ขนาดของงบประมาณ R&D — ที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จที่แม่นยำที่สุด
  3. การพิสูจน์แนวคิด (Validation) ไม่มีข้อตกลงส่งต่องบประมาณไปยังหน่วยงานรับช่วงต่อโครงการนำร่องมักใช้งบจากถังกลางของฝ่ายนวัตกรรม และทดสอบในสภาพแวดล้อมจำลอง (Sandbox) จนสำเร็จ แต่เมื่อถึงเวลาต้องนำไปใช้จริง กลับต้องส่งต่อไปยัง Business Unit ที่ล็อกงบลงทุนประจำปีและอัตรากำลังคนล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่แปดเดือนก่อน เนื่องจากหน่วยงานปฏิบัติการไม่ได้ร่วมกำหนดโจทย์ข้อจำกัดและไม่ได้สำรองทรัพยากรไว้รับช่วงต่อ โครงการที่พิสูจน์ผลแล้วจึงตกค้างอยู่ในช่องว่างที่ไม่มีเจ้าภาพ ระหว่างคำว่า “พิสูจน์แล้วในการทดลอง” กับ “มีงบรองรับในการใช้งานจริง”
  4. ไม่มีกลไกปกติในการสั่งหยุดโครงการที่ไม่สร้างผลลัพธ์การสั่งยุติโครงการ (Stopping) คือกล้ามเนื้อที่อ่อนแอที่สุดในระบบธรรมาภิบาลองค์กร ในผลสำรวจ Global CEO Survey ปี 2026 ของ PwC จากซีอีโอ 4,454 รายใน 95 ประเทศ มีเพียง 1 ใน 4 (25%) เท่านั้นที่ระบุว่าองค์กรของตนมีกระบวนการที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในการสั่งยุติโครงการ R&D และนวัตกรรมที่ทำผลงานได้ไม่ถึงเกณฑ์ เมื่อไม่มีโครงการใดถูกสั่งหยุด เม็ดเงินลงทุนและเวลาของทีมวิศวกรเก่งๆ จึงถูกขังอยู่ในโครงการเก่าที่ไม่มีใครกล้าตัดสินใจปิดจบ
บททดสอบระบบกำกับดูแลหากทีมงานพิสูจน์ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 ว่าสมมติฐานหลักทางการค้าของโครงการนั้นผิดพลาด ระบบของคุณจะบันทึกสิ่งนี้ว่าเป็นความสำเร็จในการช่วยบริษัทประหยัดงบประมาณไปได้อีก 11 เดือน — หรือบันทึกว่าเป็นโครงการที่ล้มเหลว?

อะไรจะเปลี่ยนไปเมื่อ CEO เป็นผู้ตั้งคำถามใหม่: กรณีศึกษา 3 รูปแบบ

ระบบการวัดผลอยู่ในมือฝ่ายการเงิน การคัดเลือกพอร์ตโฟลิโออยู่ในมือฝ่ายกลยุทธ์ และกำลังการผลิตในการส่งมอบงานอยู่ในมือฝ่ายปฏิบัติการ ทีมนวัตกรรมไม่ได้ถือคันโยกเหล่านี้เลยแม้แต่อันเดียว มีเพียง CEO หรือผู้บริหารเจ้าของ P&L ที่มีอำนาจครอบคลุมทั้งสามสายงานเท่านั้นที่จะเชื่อมรอยต่อเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ เมื่อผู้นำเปลี่ยนคำถามจาก “เรากำลังจัดกิจกรรมนวัตกรรมอะไรอยู่บ้าง?” เป็น “ข้อจำกัดในการดำเนินงานจุดใดที่กำลังฉุดรั้งเป้าหมายของเรา และเราต้องเปลี่ยนวิธีทำงานตรงไหน?” ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจจะขยับทันทีโดยไม่ต้องรอเทคโนโลยีที่ยังเป็นเพียงการคาดเดา

  1. การรื้อลำดับขั้นตอนการเปิดสาขาร้านค้าปลีก (ตัวเลขคาดการณ์ของทีมลูกค้า)ลูกค้าของเราซึ่งเป็นผู้บริหารเครือร้านสะดวกซื้อระดับประเทศที่มีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเปิดร้านใหม่แต่ละแห่ง (กรณีศึกษา 01) เนื่องจากสาขาใหม่จะยังไม่สร้างรายได้จนกว่าจะถึงวันเปิดขายจริง ทุกสัปดาห์ของระยะเวลาดำเนินการจึงหมายถึงเงินทุนที่จมอยู่เฉยๆ เมื่อดูแยกตามแผนก ทั้งงานอนุมัติแบบ งานขออนุญาต และงานก่อสร้าง ต่างก็ดูมีประสิทธิภาพดีในตัวเอง ทางแก้ที่คุ้นเคยจึงมักเป็นการเร่งให้แต่ละแผนกทำงานให้เร็วขึ้น แต่เมื่อแกะรอยกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบร่วมกับทีมลูกค้า พบว่าความล่าช้าซ่อนอยู่ในลำดับการทำงานแบบเรียงต่อกันที่ทำสืบต่อกันมาด้วยความเคยชิน ไม่ใช่ข้อจำกัดทางกายภาพ ภายใต้ต้นทุนและคุณภาพเท่าเดิม ทีมโครงการของลูกค้าประเมินว่าการจัดลำดับงานใหม่จะช่วยลดระยะเวลาเปิดสาขาลงได้ประมาณ 67% หากนำไปปฏิบัติเต็มรูปแบบ — โดยระบุชัดเจนว่าเป็นตัวเลขคาดการณ์ความเป็นไปได้ของทีมลูกค้า ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่วัดได้จริง
  2. การย้ายจุดตรวจสอบชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์มาไว้ก่อนขั้นตอนพ่นสี (ลูกค้าดำเนินการจริง พร้อมแบบจำลองทางบัญชีของลูกค้า)ลูกค้าของเราซึ่งเป็นโรงงานฉีดพลาสติกชิ้นส่วนยานยนต์ มีจุดตรวจสอบคุณภาพที่ปลายสายการผลิต (กรณีศึกษา 06) ทว่าเมื่อชิ้นส่วนพลาสติกผ่านการพ่นสีแล้วจะไม่สามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้ ชิ้นงานเสียทุกชิ้นที่พบในตอนท้ายจึงกลายเป็นขยะถาวร จากการเดินสำรวจสายการผลิตร่วมกับลูกค้า Bold Group สังเกตว่าตำหนิเกือบทั้งหมดสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ก่อนพ่นสี จึงเสนอให้เพิ่มจุดตรวจสอบที่สองไว้ก่อนถึงขั้นตอนการพ่นสี เพื่อให้ชิ้นงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์ถูกส่งกลับเข้าเตาหลอมได้โดยตรง ลูกค้าเป็นผู้ออกแบบ จัดคน และเดินระบบจุดตรวจนี้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ขยะพลาสติกลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ และฝ่ายบัญชีของลูกค้าได้จำลองตัวเลขพบว่าช่วยลดต้นทุนทางบัญชีของของเสียต่อปีลงได้ประมาณ 75% (50% จากค่าพ่นสีที่หลีกเลี่ยงได้ บวกกับ 25% จากมูลค่าวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่)
  3. การยกเลิกแผนสร้างคลังสินค้าใหม่และการปรับรูปแบบความต้องการใช้พลังงาน (การตัดสินใจของลูกค้า / กลไกเชิงระบบ)ในกรณีของลูกค้าโรงงานผลิตแห่งหนึ่งที่มียอดค้างส่งสะสมเพิ่มขึ้น (กรณีศึกษา 07) ฝ่ายผลิตถูกตำหนิและมีการวางแผนจะสร้างคลังสินค้าให้ใหญ่ขึ้น แต่การแกะรอยการไหลของงานพบว่าเจ้าหน้าที่จัดซื้อซึ่งถูกวัดผลด้วยราคาต่อหน่วยเพียงอย่างเดียว ได้สั่งซื้อวัตถุดิบล็อตใหญ่เพื่อเอาส่วนลดจนเกินแผนการผลิต ทำให้สต็อกล้นคลังและขวางการรับวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้จริง การผูกต้นทุนการจัดเก็บเข้ากับตัวชี้วัดของฝ่ายจัดซื้อช่วยแก้ข้อจำกัดนี้ได้ และ CEO จึงสั่งยกเลิกแผนการขยายคลังสินค้า ส่วนที่โรงงานผลิตอาหารอีกแห่งหนึ่งที่เราทำงานด้วย ค่าไฟของห้องเย็นเคยถูกมองว่าเป็นต้นทุนคงที่ของอาคาร แต่การวางแผนตารางการผลิตใหม่ช่วยเปลี่ยนรูปแบบความต้องการใช้ความเย็นได้สำเร็จ โดยไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องทำความเย็นใหม่

ภาพที่เห็นในองค์กรไทย

ภาคธุรกิจไทยไม่ได้ขาดแคลนเม็ดเงินลงทุนด้าน R&D และนวัตกรรมจากเอกชน ในรายงานดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index 2025) ของ WIPO ประเทศไทยครองอันดับ 1 ของโลกในด้านสัดส่วนค่าใช้จ่าย R&D ของประเทศที่มาจากภาคธุรกิจเอกชน (80.8%) แต่กลับอยู่ในอันดับที่ 90 ของโลกด้านการจ้างงานที่ใช้ความรู้เข้มข้น โดยภาพรวมประเทศไทยอยู่อันดับที่ 45 จาก 139 เศรษฐกิจในปี 2025 และอันดับที่ 44 ในปี 2026 ข้อมูลจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชี้ว่าค่าใช้จ่ายมวลรวมด้าน R&D ของไทยอยู่ที่ 0.94% ของ GDP ในปี 2023 ซึ่งสองในสามมาจากภาคธุรกิจ

เงินที่ลงไปอันดับ 1 ของโลก

ด้านสัดส่วนงานวิจัยและพัฒนาที่ภาคธุรกิจเป็นผู้ลงทุน (80.8%)

คุณค่าที่ได้กลับมาอันดับ 90 ของโลก

ด้านการจ้างงานที่ใช้ความรู้เข้มข้น

Global Innovation Index 2025 ของ WIPO ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศอยู่ที่ 0.94% ของ GDP ในปี 2023 โดยสองในสามมาจากภาคธุรกิจ (วช.)

เม็ดเงินถูกจ่ายออกไปเรียบร้อยแล้ว แต่จากการทำงานของเรากับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทจดทะเบียนในไทย จุดที่ทำให้เงินลงทุนรั่วไหลไปไม่ถึง P&L มักเกิดขึ้นในสองจุด จุดแรกคือบริษัทลูกด้านดิจิทัลหรือหน่วยงานนวัตกรรมมักดำเนินโครงการนำร่องภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MoU) แยกต่างหาก ขณะที่บริษัทแกนหลักล็อกงบประมาณประจำปีตามปฏิทินการเงินอย่างเคร่งครัด ทำให้ไม่มีกลไกรับงานที่พิสูจน์ผลสำเร็จกลางปีเข้าไปดำเนินการต่อ จุดที่สองคือในวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปรองดองและลำดับอาวุโส การสั่งยุติโครงการที่มีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้สนับสนุนมักถูกมองว่าเป็นการเสียหน้ามากกว่าการจัดสรรพอร์ตโฟลิโอตามปกติ โครงการที่ให้ผลตอบแทนต่ำจึงถูกเลี้ยงไว้ด้วยงบดูแลรักษาต่อเนื่องกันหลายปี

สิ่งที่เริ่มทำได้ทันที

คุณไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อทดสอบว่าระบบการวัดผลและการให้ทุนคือข้อจำกัดที่แท้จริงหรือไม่ ลองทำบททดสอบ 3 ข้อนี้โดยมีฝ่ายการเงิน ฝ่ายกลยุทธ์ และฝ่ายปฏิบัติการอยู่ในห้องเดียวกัน:

  1. ขอรายงานผลนวัตกรรมเดือนหน้าเป็นหน่วยผลลัพธ์ทางการค้าและการดำเนินงานเปลี่ยนจากการนับจำนวนไอเดีย จำนวนเวิร์กชอป และโครงการนำร่องที่ดำเนินการอยู่ ให้เป็นตัวเลข 4 ตัว ได้แก่ รายได้จากสิ่งที่เปิดตัวในช่วง 24 เดือนที่ผ่านมา กำลังการผลิตหรือเวลาที่ปลดล็อกได้จากกระบวนการใหม่ ต้นทุนหรือเงินลงทุนที่หลีกเลี่ยงได้ และทรัพยากรที่ดึงกลับมาได้จากการหยุดโครงการตั้งแต่เนิ่นๆ
  2. กำหนดให้ต้องมีเจ้าภาพฝั่งปฏิบัติการมารับไม้ต่อก่อนอนุมัติงบข้ามขั้น Discoveryก่อนที่โครงการจะได้งบไปสร้างต่อ ต้องให้เจ้าของ P&L หรือหัวหน้าสายงานที่จะนำสิ่งนั้นไปเดินระบบจริง ลงนามรับรองตัวเลขฐาน เป้าหมายขั้นต่ำ และบรรทัดงบประมาณที่จะมารองรับหากการทดสอบสำเร็จ
  3. วางกติกาการสั่งหยุดโครงการแบบไม่หาคนผิดไว้ในทุกด่านอนุมัติงบกำหนดบททดสอบสมมติฐานหรือเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะส่งผลให้ยุติโครงการไว้ล่วงหน้า และบันทึกเงินที่ประหยัดได้จากการหยุดโครงการที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ว่าเป็นผลงานเชิงบวกของระบบกำกับดูแล ไม่ใช่ความล้มเหลวของทีม

ขอบเขตการใช้แนวคิดนี้

ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ไม่สามารถทำงานได้จริงในทางเทคนิค ตลาดไม่มีความต้องการซื้อในราคาที่ธุรกิจอยู่รอดได้ หรือองค์กรขาดศาสตร์เฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน ปัญหาเหล่านั้นเป็นเรื่องทางเทคนิคหรือการค้า ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างการบริหาร การออกแบบระบบกำกับดูแลและการวัดผลใหม่จะช่วยให้เห็นความจริงข้อนี้เร็วขึ้นมาก แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนการสร้างขีดความสามารถทางเทคนิคที่เป็นฐานรากได้

แบบประเมินตนเอง

ทำเครื่องหมายหน้าข้อที่ตรงกับสถานการณ์จริงในองค์กรของคุณ

0 จาก 6 ข้อ หากตรงตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป การพูดคุยกับผู้ร่วมก่อตั้งของเราสักหนึ่งชั่วโมงจะช่วยชี้จุดคานงัดที่แท้จริงได้

แหล่งที่มา7 แหล่ง พร้อมวิธีการและข้อจำกัด
  1. Innovation Systems Need a RebootBoston Consulting Group · มิถุนายน 2024สำรวจผู้บริหารระดับสูงด้านนวัตกรรมกว่า 1,000 ราย; 83% จัดให้นวัตกรรมเป็นวาระสำคัญ 3 อันดับแรก แต่มีเพียง 3% ที่อยู่ในโซน “พร้อม” ของ BCG ความพร้อมเป็นดัชนีรวมของ BCG ไม่ใช่ผลตอบแทนทางการเงินที่ตรวจสอบบัญชีแล้ว
  2. McKinsey Global Innovation Survey (อ้างอิงใน “Know Your Customers’ Jobs to Be Done”)McKinsey & Company / Christensen, Hall, Dillon & Duncan, Harvard Business Review · กันยายน 2016ป้ายกำกับในแผนภูมิต้นฉบับระบุว่า 84% มองว่า “นวัตกรรมสำคัญต่อกลยุทธ์การเติบโต” และ 6% “พอใจกับผลลัพธ์ด้านนวัตกรรม” เป็นผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารในอดีต ไม่ได้ระบุขนาดกลุ่มตัวอย่างหรือวันที่เก็บข้อมูลบนแผนภูมิ
  3. Why Companies Do “Innovation Theater” Instead of Actual InnovationSteve Blank, Harvard Business Review · ตุลาคม 2019บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญที่แยกความแตกต่างระหว่างกิจกรรมนวัตกรรมที่เน้นให้คนเห็น กับผลลัพธ์ที่ส่งมอบได้จริง
  4. Innovation Benchmark Report: Reinventing InnovationPwC · กรกฎาคม 2017สำรวจผู้บริหาร 1,222 รายใน 44 ประเทศ; 54% มีปัญหาในการเชื่อมกลยุทธ์นวัตกรรมเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ ข้อมูลการสำรวจตนเองในปี 2017
  5. 29th Annual Global CEO SurveyPwC · มกราคม 2026สำรวจ CEO 4,454 รายใน 95 ประเทศ; มีเพียง 25% ที่ระบุว่ามีกระบวนการที่รัดกุมในการสั่งยุติโครงการ R&D และนวัตกรรมที่ไม่ทำผลงานตามเป้า
  6. Global Innovation Index 2025: ThailandWorld Intellectual Property Organization (WIPO) · 2025ไทยอยู่อันดับ 45 จาก 139 เศรษฐกิจในปี 2025 (อันดับ 44 ในปี 2026); อันดับ 1 ของโลกด้านสัดส่วน GERD ที่สนับสนุนโดยภาคธุรกิจเอกชน (80.8%) และอันดับ 90 ด้านการจ้างงานที่ใช้ความรู้เข้มข้น
  7. ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2023สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช. / NRCT) · 2024ผลสำรวจ R&D ระดับชาติ: ค่าใช้จ่ายมวลรวมด้าน R&D (GERD) อยู่ที่ 0.94% ของ GDP ในปี 2023 โดยเป็นสัดส่วนจากภาคธุรกิจเอกชนประมาณสองในสาม

คำถามที่พบบ่อย

สิ่งนี้หมายความว่าทีมนวัตกรรมของเรากำลังล้มเหลวใช่หรือไม่?

ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ คนเก่งเมื่อถูกวางไว้ในระบบบริหารจัดการที่ตรวจสอบและให้รางวัลกับกิจกรรมที่มองเห็นได้ง่าย ย่อมผลิตกิจกรรมเหล่านั้นออกมาตอบสนองระบบ ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนทีมงาน ผู้บริหารควรเปลี่ยนชุดคำถามที่คณะกรรมการบริหารใช้ถาม เปลี่ยนวิธีผูกโครงการเข้ากับงบประมาณของสายงานหลัก และสร้างกติกาการสั่งหยุดโครงการให้ชัดเจนเสียก่อน

การปรับเปลี่ยนระบบกำกับดูแลต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผลในงบดำเนินงาน?

เห็นผลตามความเร็วของรอบการอนุมัติงบและรอบการดำเนินงานของธุรกิจคุณ การออกแบบตัวชี้วัดและอำนาจการตัดสินใจใหม่จะเปลี่ยนทิศทางว่าโครงการใดจะได้รับงบ โครงการใดต้องจัดลำดับใหม่ หรือโครงการใดควรถูกสั่งหยุดตั้งแต่เดือนหน้าทันที — โดยการหยุดโครงการที่ไม่มีอนาคตจะช่วยคืนงบประมาณและเวลาของทีมวิศวกรได้ในทันที — ส่วนรายได้จากสิ่งที่พัฒนาขึ้นใหม่จะทยอยเข้ามาตามรอบวัฏจักรการค้าของธุรกิจนั้นๆ

เราควรยุบทีมนวัตกรรมส่วนกลางแล้วกระจายคนกลับเข้าไปอยู่ใน Business Unit เลยหรือไม่?

การย้ายกล่องในผังองค์กรเพียงอย่างเดียวแทบไม่เคยแก้ปัญหาเรื่องการส่งต่องานได้สำเร็จ ไม่ว่าทีมงานจะนั่งอยู่ที่ส่วนกลางหรืออยู่ใน Business Unit กลไกชี้ขาดคือข้อตกลงระหว่างช่วงการค้นหาคำตอบ (Discovery) กับช่วงการนำไปใช้จริง (Operations): ใครเป็นคนกำหนดโจทย์ข้อจำกัด ใครเป็นคนตกลงตัวเลข Baseline ก่อนเริ่มงาน และผู้บริหารเจ้าของ P&L คนใดที่จะถือครองงบประมาณเพื่อรับช่วงต่อเมื่อสมมติฐานได้รับการพิสูจน์แล้ว

Bold Group Thailand เข้าไปช่วยแก้ปัญหานี้อย่างไร?

Bold Group Thailand เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการทรานส์ฟอร์มธุรกิจและการจัดการนวัตกรรม เราเริ่มต้นด้วยการประเมินข้อจำกัดของระบบ (Constraint Assessment) ภายใน 14 วัน เพื่อแกะรอยว่าคุณค่าขององค์กรรั่วไหลอยู่ตรงจุดใดระหว่างกลยุทธ์ กระบวนการทำงาน และการตัดสินใจเรื่องงบประมาณ จากนั้นจึงออกแบบแผนงานการเปลี่ยนแปลง (Business Transformation Design) หรือวางระบบบริหารจัดการนวัตกรรมตามแนวทาง ISO 56001 เพื่อสร้างกติกาการตัดสินใจใหม่ที่ยึดโยงกับเป้าหมายการดำเนินงานจริง

อ่านต่อในประเด็นนี้

เริ่มต้นที่นี่

นำผลลัพธ์ที่ต้องการ และสิ่งที่เคยได้ยินว่าเปลี่ยนไม่ได้ มาหารือกับเรา

พูดคุย 1 ชั่วโมงกับผู้ร่วมก่อตั้ง เพื่อร่วมประเมินเบื้องต้นว่าทางออกน่าจะอยู่ที่จุดใด และบริการใดเหมาะกับองค์กรของคุณ หรืออาจยังไม่จำเป็นต้องใช้บริการใดเลย

ธีรศักดิ์ วงศ์ปิยะผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ

ใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ ในรูปแบบออนไลน์หรือที่สำนักงานของคุณ