Bold Group
ปรึกษาเป้าหมายของคุณ

บันทึกภาคสนาม 02 · ขีดความสามารถด้านนวัตกรรม (Innovation capability)

ทำไมการจ้างคนเก่งด้านนวัตกรรมจึงไม่ได้ทำให้องค์กรสร้างนวัตกรรมได้

การสรรหาคนเก่งด้านนวัตกรรมที่หายากจากภายนอกนั้นทั้งช้าและคาดเดาผลลัพธ์ได้ยากกว่าการสร้างขีดความสามารถขึ้นภายในองค์กรของคุณเอง — และหากกติกาการตัดสินใจและการส่งมอบงานข้ามสายงานยังไม่เปลี่ยน สุดท้ายก็จะจบลงที่จุดเดิมพร้อมภาระเงินเดือนที่แพงขึ้น

Bold Group Thailandอ่าน 8 นาทีปรับปรุงล่าสุด ตุลาคม 2026

สรุปสาระสำคัญ

  • องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดแคลนคนเก่ง แต่ขาดเงื่อนไขเชิงระบบขององค์กรที่เอื้อให้คนเก่งที่มีอยู่แล้วสามารถเปลี่ยนโจทย์ปัญหาทางธุรกิจให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีงบรองรับและส่งมอบผลลัพธ์ได้จริง
  • การสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรม (Innovation Capability Building) ตั้งอยู่บนเงื่อนไขระดับองค์กร 3 ประการ ได้แก่ ระเบียบวิธีที่ตรวจสอบได้ อำนาจการตัดสินใจที่ชัดเจน และตัวชี้วัดที่ตกลงกันล่วงหน้า ควบคู่ไปกับสมรรถนะของผู้นำ 3 ด้านที่ฝึกฝนกันได้
  • สิ่งที่เริ่มทำได้ทันที: ก่อนอนุมัติอัตราจ้างงานตำแหน่ง “นวัตกรรม” ตำแหน่งใหม่ ลองแกะรอยข้อเสนอโครงการ 3 ชิ้นล่าสุดที่ชะงักไปว่าโครงการหยุดรอเพราะ “ขาดทักษะเฉพาะบุคคล” หรือหยุดรอเพราะ “ขาดการตัดสินใจจากระบบ” กันแน่

ทำไมการสรรหาคนเก่งด้านนวัตกรรมจากภายนอกจึงมักจบลงด้วยความผิดหวัง

เมื่อโครงการสร้างการเติบโตหรือการทรานส์ฟอร์มธุรกิจเริ่มติดขัด ปฏิกิริยาอัตโนมัติของผู้บริหารส่วนใหญ่มักเป็นการมองหาคนเก่งจากข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นการดึงตัว Chief Innovation Officer คนใหม่ การซื้อทีมดิจิทัลยกชุดมาจากคู่แข่ง หรือการจ้างที่ปรึกษาภายนอกเข้ามาช่วยระดมสมอง ในขณะที่ การสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรม (Innovation Capability Building) คือทางเลือกเชิงโครงสร้างที่ต่างออกไป นั่นคือการวางระเบียบวิธีคิดร่วมกัน การกำหนดอำนาจการตัดสินใจ และการตั้งตัวชี้วัดที่ช่วยให้บุคลากรที่คุณมีอยู่แล้วสามารถวินิจฉัยข้อจำกัดของธุรกิจและส่งมอบผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ได้ด้วยตนเอง การพึ่งพาการสรรหาคนใหม่แทนการสร้างขีดความสามารถของระบบมักทำให้ผู้บริหารผิดหวังด้วยเหตุผล 3 ประการ

  1. นิยามตำแหน่งงานถูกผูกไว้กับ “บุคลิกภาพ” ไม่ใช่ “ระเบียบวิธีปฏิบัติ”ใบกำหนดลักษณะงานที่ประกาศหาคนที่มีความ “คิดสร้างสรรค์ มีจิตวิญญาณผู้ประกอบการ และรับมือกับความคลุมเครือได้ดี” กำลังอธิบายถึงอุปนิสัยส่วนบุคคล ไม่ใช่ทักษะที่ตรวจสอบได้จริง และเมื่อไม่มีแบบทดสอบที่ประเมินอุปนิสัยได้อย่างเป็นกลาง ผู้สมัครจึงมักถูกคัดเลือกจากเสน่ห์ในการพูดคุยตอนสัมภาษณ์ และถูกประเมินผลจากความประทับใจส่วนตัวในเวลาต่อมา
  2. คนเก่งที่เพิ่งเข้ามาใหม่ต้องมารับมรดกระบบการตัดสินใจแบบเดิมต่อให้ดึงคนเก่งระดับแถวหน้าจากภายนอกเข้ามา แต่หากด่านอนุมัติงบประมาณ กฎการจัดซื้อจัดจ้าง และขั้นตอนการส่งต่องานระหว่างสายงานในองค์กรยังไม่เปลี่ยน พวกเขาก็ทำได้เพียงผลิตผลงานเท่าที่ระบบเดิมอนุญาตให้เกิดเท่านั้น ภายในเวลาไม่เกินสองไตรมาส ข้อเสนอโครงการของคนใหม่ก็จะเข้าไปติดค้างอยู่ในคิวรออนุมัติเดียวกับที่เคยทำให้ทีมชุดเก่าทำงานช้าลง
  3. ผลงานระดับดาวเด่นของบุคคลไม่สามารถย้ายข้ามองค์กรได้โดยอัตโนมัติGroysberg, Nanda และ Nohria ติดตามนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ระดับดาวเด่นกว่า 1,000 คนในภาคการเงินของสหรัฐฯ ที่ย้ายงานระหว่างวาณิชธนกิจ พบว่าหลังจากย้ายบริษัท ผลงานของดาวเด่นเหล่านี้ตกลงอย่างมีนัยสำคัญและซบเซาต่อเนื่องไปอีกหลายปี อีกทั้งยังฉุดผลงานของทีมใหม่ที่ตนเองเข้าไปร่วมงานให้ตกลงด้วย เนื่องจากความสำเร็จในอดีตของพวกเขาผูกติดอยู่กับเพื่อนร่วมงาน ระบบข้อมูล และกระบวนการทำงานเฉพาะของบริษัทเดิมที่ไม่ได้ย้ายตามมาด้วย นอกจากนี้ การศึกษาของ Matthew Bidwell ในสายงานวาณิชธนกิจของสหรัฐฯ ช่วงปี 2003 ถึง 2009 ยังพบว่า พนักงานที่จ้างจากภายนอกได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าคนที่เลื่อนตำแหน่งจากภายในในระดับเดียวกันประมาณ 18–20% แต่กลับได้คะแนนประเมินผลงานต่ำกว่าในช่วงสองปีแรก และมีอัตราการลาออกสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แม้การศึกษาทั้งสองจะอยู่ในภาคการเงิน แต่กลไกที่ค้นพบ — ว่าสิ่งที่ดูเหมือนความอัจฉริยะส่วนบุคคลนั้น แท้จริงแล้วฝังอยู่ในระบบการทำงานรอบตัวคนคนนั้น — กลไกเดียวกันนี้ยังพบได้ในงานที่ซับซ้อนและต้องประสานข้ามสายงาน

ขีดความสามารถที่แท้จริงตั้งอยู่บนอะไร: เงื่อนไขเชิงระบบขององค์กร 3 ประการ

องค์กรจะมีขีดความสามารถที่แท้จริงก็ต่อเมื่อผลลัพธ์ของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครบังเอิญนั่งอยู่ในห้องประชุมวันนั้น ก่อนที่จะเริ่มฝึกอบรมทักษะรายบุคคล ทีมผู้บริหารจำเป็นต้องวางเงื่อนไขเชิงระบบขององค์กร 3 ประการนี้ให้เกิดรอบตัวงานเสียก่อน:

  1. ระเบียบวิธีที่ตรวจสอบได้ (Inspectable Method)วินัยและขั้นตอนการทำงานร่วมกันที่ทำซ้ำได้ในการตีกรอบปัญหาเชิงข้อจำกัด การตั้งคำถามท้าทายสมมติฐานเบื้องหลัง การสร้างทางเลือกจากทรัพยากรที่มีอยู่เดิม และการทดสอบสมมติฐานที่เสี่ยงที่สุดก่อนผูกพันเงินทุนก้อนใหญ่ ระเบียบวิธีคือสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ของทีมสามารถถูกตรวจสอบได้โดยผู้บริหารที่ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องเวิร์กชอปด้วย เมื่อทีมใช้ระเบียบวิธีที่ชัดเจน คณะกรรมการพิจารณาการลงทุนจะสามารถตรวจสอบได้ว่าทีมใช้เหตุผลและหลักฐานใดในการเสนอทางแก้นั้น แทนที่จะต้องลงมติจากความสามารถในการพูดโน้มน้าวใจของผู้นำเสนอ
  2. อำนาจการตัดสินใจที่ชัดเจน (Clear Decision Rights)ข้อตกลงที่ระบุชัดเจนว่าใครมีอำนาจอนุมัติงบก้อนเล็กเพื่อทำบททดสอบ ใครมีอำนาจสั่งหยุดแนวทางการศึกษาเมื่อสมมติฐานไม่ผ่านการพิสูจน์ และเจ้าภาพฝั่งปฏิบัติการคนใดจะรับช่วงต่อเมื่อการออกแบบผ่านการพิสูจน์แล้ว หากไม่มีอำนาจการตัดสินใจที่ชัดเจน การส่งคนไปอบรมก็จะทำได้เพียงผลิตข้อเสนอโครงการที่เขียนดูดีขึ้น แต่ยังคงกองรวมกันอยู่ในคิวที่ไม่มีเจ้าภาพเหมือนเดิม
  3. ตัวชี้วัดที่ตกลงกันล่วงหน้า (Pre-agreed Measurement)การกำหนดนิยามของผลลัพธ์ทางการดำเนินงานหรือการเงินที่งานชิ้นนั้นต้องการเข้าไปขยับ — พร้อมตัวเลขฐาน (Baseline) ที่ใช้เปรียบเทียบ — ซึ่งต้องตกลงร่วมกับฝ่ายการเงินและสายงานที่จะรับมอบงานก่อนที่จะเริ่มลงมือทำ
บททดสอบขีดความสามารถระเบียบวิธี (Method) คือสิ่งที่ทำให้ผู้บริหารที่ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องเวิร์กชอปสามารถตรวจสอบได้ว่าทีมใช้เหตุผลและหลักฐานใดในการเสนอทางแก้นั้น — และสามารถส่งต่อให้ทีมชุดถัดไปทำซ้ำได้เมื่อคนสำคัญย้ายหรือลาออกไป

สมรรถนะของผู้นำ 3 ด้าน ภายใต้ 3 เสาหลักของระบบนวัตกรรม

ภายใต้เงื่อนไขเชิงระบบขององค์กรข้างต้น การทำงานของเราร่วมกับทีมผู้บริหารจะมุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะที่เรียนรู้และฝึกฝนกันได้ 3 ด้าน ซึ่งไม่มีข้อใดเลยที่เป็นพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด และทั้งสามด้านสามารถฝึกฝนผ่านโจทย์ปัญหาทางธุรกิจของจริงได้ทันที:

  1. การมองเห็นระบบที่เชื่อมโยงกัน (Seeing the System)การอ่านองค์กรให้ออกในฐานะระบบการทำงานที่พึ่งพาอาศัยกัน ไม่ใช่เพียงมองตามผังองค์กร โดยสามารถแกะรอยได้ว่าการตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นตรงไหน ขั้นตอนปลายน้ำจุดใดที่ถูกบังคับด้วยกฎเกณฑ์ต้นน้ำ และแรงจูงใจย่อยของแผนกใดที่กำลังสร้างข้อจำกัดระดับบริษัทอยู่ในวันนี้
  2. การเปลี่ยนระดับของคำถาม (Changing the Level of the Question)ความสามารถในการขยับมุมมองอย่างตั้งใจระหว่างอาการของปัญหาที่เห็นตรงหน้า ประเภทของปัญหาเชิงโครงสร้าง และสมมติฐานที่ไม่เคยถูกตั้งคำถามซึ่งทำให้สิ่งนี้กลายเป็นปัญหาตั้งแต่แรก โครงการส่วนใหญ่ที่ติดขัดมักล้มเหลวเพราะทีมงานกำลังแก้ปัญหาอย่างหนักในระดับหนึ่ง ในขณะที่ข้อจำกัดที่แท้จริงซ่อนอยู่อีกระดับหนึ่ง
  3. การจัดระเบียบงานสร้างสรรค์ (Organising Creative Work)การแบ่งระยะ การเก็บหลักฐานพิสูจน์ และการสั่งหยุดงานที่ไม่ใช่งานรูทีน ด้วยความรัดกุมระดับเดียวกับงานปฏิบัติการหลัก — โดยไม่คาดหวังว่าโจทย์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคยจะกำหนดตารางเวลาได้ตายตัวเหมือนสายการผลิตในโรงงาน

สมรรถนะทั้งสามด้านนี้จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่ออยู่ภายใต้ 3 เสาหลักของระบบนวัตกรรม และจะล้มเหลวในรูปแบบที่คุ้นเคยทันทีเมื่อขาดเสาใดเสาหนึ่งไป:

Why · ทำไมกลยุทธ์นวัตกรรม

จุดที่ธุรกิจต้องสร้างนวัตกรรมเพื่อเอาชนะ และขอบเขตว่าเรื่องใดไม่เข้าเกณฑ์รับทุน

หากขาดเสานี้: โครงการไม่มีเกณฑ์คัดกรอง และพอร์ตโฟลิโอจะเต็มไปด้วยงานสะเปะสะปะ
How · อย่างไรกระบวนการที่ออกแบบไว้อย่างเป็นระบบ

วิธีวินิจฉัยข้อจำกัด ทดสอบสมมติฐาน อนุมัติงบ ส่งต่อให้ฝ่ายปฏิบัติการ หรือสั่งยุติโครงการ

หากขาดเสานี้: คนเก่งต้องเสียพลังงานไปกับการหาทางเลี่ยงระบบอนุมัติแทนที่จะแก้ปัญหา
Who · ใครสมรรถนะของผู้นำและทีม

สมรรถนะหลัก 3 ด้านในตัวคนที่ขับเคลื่อนกระบวนการจริง

หากขาดเสานี้: กลยุทธ์และกระบวนการที่ดีจะไปติดขัดในขั้นลงมือทำ เพราะทีมกลับไปใช้วิธีคุ้นชินเดิม
3 เสาหลักของระบบนวัตกรรมที่ต้องสร้างควบคู่กัน: กลยุทธ์ (Why) กระบวนการ (How) และสมรรถนะของผู้นำ (Who)

วงการมาตรฐานสากลเองก็ได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน ขณะนี้ ISO กำลังพัฒนากรอบสมรรถนะด้านการจัดการนวัตกรรมตามร่างมาตรฐาน ISO/DIS 56011 ซึ่งเข้าสู่ขั้นตอนการลงมติร่างมาตรฐานสากลเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 สะท้อนว่าวงการนี้มองสมรรถนะด้านนวัตกรรมเป็นขีดความสามารถเชิงโครงสร้างที่นิยามและสร้างขึ้นได้ ไม่ใช่บุคลิกภาพที่ต้องไปตามหา

ขีดความสามารถที่ใช้งานได้จริงมีหน้าตาอย่างไร: กรณีศึกษา 2 รูปแบบ

เมื่อทีมงานหลักที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้วได้เรียนรู้วิธีมองเห็นระบบและเปลี่ยนระดับของคำถามบนโจทย์ปัญหาการดำเนินงานของจริง คำตอบที่ได้มักไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการจ้างผู้เชี่ยวชาญใหม่หรือการซื้อเทคโนโลยีราคาแพงเลย

  1. การมองเห็นระบบข้ามเส้นแบ่งสายงาน (กรณีศึกษา 07 · การตัดสินใจของลูกค้า)ลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งประสบปัญหายอดค้างส่งพุ่งสูงและสินค้าคงคลังล้นพื้นที่ (กรณีศึกษา 07) เมื่อมองแยกตามไซโลของแต่ละแผนก ฝ่ายผลิตดูเหมือนทำงานช้าและคลังสินค้าดูเล็กเกินไป ผู้บริหารจึงวางแผนใช้งบลงทุนสร้างคลังสินค้าให้ใหญ่ขึ้น แต่เมื่อทีมงานแกะรอยระบบข้ามสายงาน กลับพบว่าต้นตอของยอดค้างส่งเริ่มต้นที่ตัวชี้วัดผลงานของฝ่ายจัดซื้อ: เจ้าหน้าที่จัดซื้อซึ่งได้รับรางวัลจากราคาต่อหน่วยที่ต่ำที่สุด ได้สั่งซื้อวัตถุดิบล็อตใหญ่เพื่อเอาส่วนลดจนเกินแผนการผลิต ทำให้สต็อกอัดแน่นเต็มคลังและขวางการรับวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้สำหรับคำสั่งซื้อปัจจุบัน การผูกต้นทุนการจัดเก็บเข้ากับตัวชี้วัดของฝ่ายจัดซื้อช่วยตัดต้นตอของปัญหายอดค้างส่ง และทำให้ CEO ยกเลิกแผนการขยายคลังสินค้า
  2. การเปลี่ยนระดับของคำถามภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด (กรณีศึกษา 03 · งานออกแบบระบบ)ที่คลินิกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งซึ่งดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ (กรณีศึกษา 03) ผู้ป่วยจะเดินทางมาในชุดปกติพร้อมญาติผู้ดูแล เมื่อญาติเดินแยกไปลงทะเบียนหรือชำระเงินชั่วครู่ ผู้ป่วยบางรายเดินออกจากอาคารไปเพราะเจ้าหน้าที่หน้าประตูแยกไม่ออกระหว่างผู้ป่วยกับผู้มาติดต่อ ข้อเสนอแรกเริ่มคือการใช้สายรัดข้อมือ GPS พร้อมซิมมือถือ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ทั้งโรงพยาบาลรัฐและครอบครัวผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถแบกรับได้ การเปลี่ยนระดับของคำถามจาก “เราจะติดตามตัวผู้ป่วยที่เดินหลงออกไปทั่วโรงพยาบาลได้อย่างไร?” มาเป็น “ผู้ป่วยควรรออยู่ที่ไหนเมื่อญาติต้องเดินแยกไป และใครเป็นคนรับช่วงดูแลต่อ?” นำไปสู่การออกแบบที่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในวอร์ด นั่นคือพื้นที่รอรับบริการภายใต้การดูแลที่ญาติฝากผู้ป่วยไว้กับพยาบาลแลกกับการ์ดประจำตัว และนำการ์ดมาแสดงตอนรับกลับ ภายในวอร์ดดังกล่าว ใครก็ตามที่ไม่ได้สวมเครื่องแบบโรงพยาบาลจะถูกระบุได้ทันทีว่าเป็นผู้ป่วย ช่วยแก้ปัญหาการแยกแยะผู้ป่วยออกจากผู้มาติดต่อได้ โดยแทบไม่มีต้นทุนดำเนินงานต่อเนื่อง

ภาพที่เห็นในองค์กรไทย

ต้นทุนของการพยายามซื้อขีดความสามารถจากตลาดภายนอกนั้นสูงเป็นพิเศษในประเทศไทย ในผลสำรวจของ Adecco Thailand จากคนทำงาน 2,456 ราย พบว่าเกือบ 60% คาดหวังการขึ้นเงินเดือนอย่างน้อย 20% ในการย้ายงาน และ 90% เปิดรับโอกาสงานใหม่ภายในปีหน้า คนเก่งที่ถูกซื้อตัวมาจากข้างนอกด้วยส่วนต่างเงินเดือน 20% สามารถถูกกลุ่มธุรกิจอื่นซื้อตัวต่อไปได้ด้วยส่วนต่างอีก 20% ในอีกสิบแปดเดือนข้างหน้า

  • คาดหวังขึ้นเงินเดือนอย่างน้อย 20% หากเปลี่ยนงาน~60%
  • พร้อมรับโอกาสงานใหม่ภายในปีหน้า90%
ผลสำรวจของ Adecco ประเทศไทย จากผู้ทำงาน 2,456 คน ขีดความสามารถที่ซื้อมาด้วยค่าตอบแทนสูง ก็อาจถูกซื้อตัวไปด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่า

เราเห็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทจดทะเบียนในไทย นั่นคือ องค์กรจ้างทีมทรานส์ฟอร์มจากภายนอกหรือจ้างเอเจนซี่มาจัดเวิร์กชอป ที่ปรึกษาทิ้งสไลด์และต้นแบบไว้ให้ และภายในหนึ่งปีหลังจากที่ปรึกษาถอนตัวออก ทีมงานภายในก็กลับไปทำงานแบบเดิม เพราะระเบียบวิธีคิดยังอยู่ในหัวของที่ปรึกษาและกติกาการอนุมัติของคณะกรรมการไม่เคยเปลี่ยน ขีดความสามารถที่ฝังอยู่ในวิธีที่ผู้จัดการของคุณใช้ตีกรอบปัญหา ทดสอบสมมติฐาน และตัดสินใจเรื่องงบประมาณ จะไม่เดินออกจากบริษัทไปเมื่อใครคนหนึ่งลาออก

ระบบที่มีโครงสร้างชัดเจนจะไปกดทับความคิดสร้างสรรค์หรือไม่?

กดทับได้แน่นอน หากระบบนั้นถามคำถามผิดข้อ ระบบที่เรียกร้องความแน่นอนสมบูรณ์แบบก่อนอนุมัติงบจะคัดกรองเอาสิ่งใหม่ออกไปทั้งหมด เพราะงานบุกเบิกสิ่งใหม่ไม่สามารถให้คำรับประกันล่วงหน้า 5 ปีได้ก่อนการทดสอบ ความแตกต่างอยู่ที่คำถามหน้าด่านอนุมัติ คำถามที่ว่า “จงรับประกันผลตอบแทนก่อนที่เราจะอนุมัติงบทดสอบก้อนเล็ก” จะกดทับนวัตกรรมและให้รางวัลแต่การต่อยอดสินค้าเดิมที่ปลอดภัย ส่วนคำถามที่ว่า “อะไรบ้างที่ต้องเป็นความจริงเพื่อให้ทางเลือกนี้เวิร์ก และต้องใช้เงินเท่าไรเพื่อหาคำตอบภายใน 4 สัปดาห์?” จะทำให้การทดลองทำสิ่งใหม่ปลอดภัยขึ้น เพราะต้นทุนของการหาคำตอบนั้นชัดเจนและจำกัดวงไว้แล้ว

สิ่งที่เริ่มทำได้ทันที

ก่อนที่จะอนุมัติใบขออัตราจ้างงานด้านนวัตกรรมตำแหน่งใหม่ หรือจองหลักสูตรฝึกอบรมทั่วไป ลองดำเนินการ 3 ขั้นตอนนี้ร่วมกับทีมผู้บริหารของคุณ:

  1. แกะรอยเส้นทางของข้อเสนอโครงการ 3 ชิ้นล่าสุดที่ชะงักไปไล่เรียงแต่ละโครงการตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดที่โมเมนตัมดับลง บันทึกว่างานไปรออยู่ตรงไหน การตัดสินใจเรื่องใดที่ไม่ชัดเจน และสายงานใดที่รับช่วงต่อไม่ได้ การแกะรอยนี้เป็นการประเมินขีดความสามารถที่แม่นยำกว่าการทำแบบสำรวจทักษะพนักงาน
  2. ฝึกอบรมทีมงานที่ต้องทำงานร่วมกันจริงบนโจทย์ข้อจำกัดของ P&L จริง ไม่ใช่จับคนมาเรียนรวมกันด้วยโจทย์สมมติขีดความสามารถจะติดตัวทีมก็ต่อเมื่อคนจากฝ่ายปฏิบัติการ การเงิน การค้า และเทคนิค ที่ทำงานร่วมกันในกระบวนการเดียวกัน ได้เรียนรู้ระเบียบวิธีไปพร้อมกันผ่านการแก้ข้อจำกัดที่สายงานของตนเองกำลังถูกวัดผลอยู่จริง
  3. กำหนดให้ที่ปรึกษาภายนอกต้องถ่ายทอดระเบียบวิธีและทิ้งร่องรอยวิธีคิดที่ตรวจสอบได้ไว้ให้ทีมภายในตั้งเป็นเงื่อนไขในการจ้างที่ปรึกษาทุกครั้งว่า ผู้จัดการของคุณต้องเป็นผู้ร่วมออกแบบทางแก้ เป็นเจ้าของกรอบสมมติฐาน และสามารถดำเนินวงจรรอบถัดไปได้เองโดยไม่ต้องมีที่ปรึกษานั่งอยู่ในห้อง

ขอบเขตการใช้แนวคิดนี้

เมื่อคุณขาดขีดความสามารถเฉพาะทางด้านเทคนิค วิทยาศาสตร์ หรือกฎระเบียบที่ไม่สามารถพัฒนาขึ้นเองภายในได้ในทางปฏิบัติ — เช่น สาขาวิศวกรรมเฉพาะทาง ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ หรือเทคโนโลยีที่คุณไม่เคยเดินระบบมาก่อน — คุณควรจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือหาพันธมิตรภายนอกในเรื่องนั้น ข้อผิดพลาดคือการใช้การจ้างงานใหม่ไปแก้ปัญหาที่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของระบบกำกับดูแลและระเบียบวิธีคิด

แบบประเมินตนเอง

ทำเครื่องหมายหน้าข้อที่ตรงกับสถานการณ์จริงในองค์กรของคุณ

0 จาก 6 ข้อ หากตรงตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป การพูดคุยกับผู้ร่วมก่อตั้งของเราสักหนึ่งชั่วโมงจะช่วยชี้จุดคานงัดที่แท้จริงได้

แหล่งที่มา4 แหล่ง พร้อมวิธีการและข้อจำกัด
  1. The Risky Business of Hiring StarsGroysberg, Nanda & Nohria, Harvard Business Review · พฤษภาคม 2004ติดตามนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ระดับดาวเด่นกว่า 1,000 ราย; ตีพิมพ์ฉบับผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิในวารสาร Management Science 54(7), 2008 เป็นกลุ่มประชากรในภาคการเงิน
  2. Paying More to Get LessMatthew Bidwell, Administrative Science Quarterly · 2011ศึกษาข้อมูลจากสายงานหนึ่งของวาณิชธนกิจในสหรัฐฯ ช่วงปี 2003–2009
  3. Salary & Work Trend 2023Adecco Thailand · มกราคม 2024สำรวจคนทำงานในประเทศไทย 2,456 ราย เมื่อเดือนตุลาคม 2023 เป็นข้อมูลความคาดหวังของผู้ตอบแบบสำรวจ ไม่ใช่ข้อเสนอจ้างงานจริง
  4. ISO/DIS 56011 — Competency framework for innovation managementISO · ร่างมาตรฐานเปิดลงมติตั้งแต่สิงหาคม 2026อยู่ในสถานะร่างมาตรฐานสากล ยังไม่กำหนดวันประกาศใช้จริง

คำถามที่พบบ่อย

เราจะทราบได้อย่างไรว่าข้อจำกัดขององค์กรเราอยู่ที่ขีดความสามารถของคนหรืออยู่ที่ระบบกำกับดูแล?

ให้แกะรอยดูว่าโครงการ 2 ชิ้นล่าสุดที่ชะงักไปนั้นไปหยุดอยู่ที่จุดใด หากหยุดเพราะไม่มีใครรู้วิธีตีกรอบปัญหา ท้าทายข้อจำกัด หรือออกแบบทางเลือกที่นำไปทดสอบได้ แสดงว่าช่องว่างอยู่ที่ขีดความสามารถและระเบียบวิธี แต่หากทีมงานสามารถคิดทางเลือกที่รัดกุมและทดสอบได้ออกมาแล้ว แต่โครงการกลับต้องยุติลงระหว่างรอผู้รับผิดชอบ เกณฑ์การตัดสินใจ หรืองบประมาณรองรับ แสดงว่าช่องว่างอยู่ที่ระบบกำกับดูแล

การสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมต้องการอะไรจากทีมผู้บริหารระดับสูงบ้าง?

หลักๆ คือความชัดเจนเรื่องอำนาจการตัดสินใจและการเป็นเจ้าภาพสนับสนุนโจทย์ปัญหาของจริง เรื่องระเบียบวิธีและการวัดผลสามารถเริ่มต้นภายในสายงานเดียวได้ แต่เรื่องที่ว่าใครเป็นคนให้ทุน ใครมีอำนาจสั่งหยุด และงานที่พิสูจน์ผลแล้วจะเข้าสู่งบปฏิบัติการได้อย่างไร มักต้องเป็นการตัดสินใจของทีมผู้บริหารระดับสูง

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าที่ทีมงานภายในจะสามารถใช้ระเบียบวิธีนี้ได้ด้วยตนเอง?

การได้ลงมือทำจริงครบหนึ่งรอบวงจรบนโจทย์ข้อจำกัดทางธุรกิจของจริง — ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 12 สัปดาห์ นับตั้งแต่การตีกรอบปัญหาและท้าทายสมมติฐานไปจนถึงการได้พิมพ์เขียวการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว — เพียงพอที่จะทำให้ทีมปฏิบัติการเรียนรู้วินัยนี้จากการทำงานจริง หากโครงการถูกออกแบบมาเพื่อการถ่ายทอดวิธีคิด

Bold Group Thailand เข้าไปช่วยประเมินและสร้างขีดความสามารถของทีมอย่างไร?

Bold Group Thailand มีบริการ Innovation Team Assessment เพื่อวินิจฉัยว่าทีมงานของคุณตีกรอบข้อจำกัดอย่างไร ข้อจำกัดของการตัดสินใจอยู่ตรงไหน และสมรรถนะด้านใดที่ยังขาดอยู่ ก่อนที่คุณจะใช้งบไปกับการสรรหาคนหรือจัดฝึกอบรม และในระหว่างการทำโครงการ Transformation Blueprint เราจะร่วมออกแบบไปพร้อมกับทีมปฏิบัติการของคุณ เพื่อให้ระเบียบวิธีคิดยังคงอยู่ภายในบริษัทของคุณเมื่อภารกิจของเราจบลง

อ่านต่อในประเด็นนี้

เริ่มต้นที่นี่

นำผลลัพธ์ที่ต้องการ และสิ่งที่เคยได้ยินว่าเปลี่ยนไม่ได้ มาหารือกับเรา

พูดคุย 1 ชั่วโมงกับผู้ร่วมก่อตั้ง เพื่อร่วมประเมินเบื้องต้นว่าทางออกน่าจะอยู่ที่จุดใด และบริการใดเหมาะกับองค์กรของคุณ หรืออาจยังไม่จำเป็นต้องใช้บริการใดเลย

ธีรศักดิ์ วงศ์ปิยะผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ

ใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ ในรูปแบบออนไลน์หรือที่สำนักงานของคุณ